การกลับมาอีกครั้งของ Virtual Reality


ในบทความก่อนผมได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการนำเข้าข้อมูลในรูปแบบใหม่ เช่น การพิมพ์ตัวอักษรจากนาฬิกาอัจฉริยะไปแล้ว ดังนั้นก็น่าจะพูดถึงเสนออุปกรณ์แสดงผลประเภทใหม่บ้าง โดยบทความฉบับนี้จะกล่าวถึงอุปกรณ์ที่ทำงานในลักษณะของการสร้างความจริงเสมือน (Virtual Reality) ซึ่งเป็นการสร้างสภาวะจำลองโดยคอมพิวเตอร์ตามที่ผู้ผลิตสื่อได้สร้างสรรค์ไว้ ส่งผลให้ผู้ใช้หรือผู้รับสื่อนั้นได้รับประสบการณ์เหมือนเข้าไปอยู่ในโลกอีกแห่งหนึ่งที่ตัดขาดจากโลกแห่งความเป็นจริง

Bubl Productpg / Jaunt One

Bubl Productpg / Jaunt One

Google ได้สร้างระบบที่ชื่อว่า Jump ซึ่งเป็นโครงเหล็กสำหรับติดตั้งกล้อง 16 ตัวเรียงกันเป็นวงกลม ซึ่งสามารถถ่ายวิดีโอพร้อมกันและนำมาสร้างเป็นวิดีโอแบบ VR ได้ผ่านซอฟต์แวร์ของ Google โดยบริษัท GoPro ก็ได้นำโครง Jump นี้ไปใช้

ส่วนในบทความต่อๆ ไปผมจะกล่าวถึงความจริงเสริม (Augmented Reality) ที่เป็นการผสมผสานภาพจำลองที่คอมพิวเตอร์สร้างขึ้นเข้ากับโลกแห่งความเป็นจริงครับ เทคโนโลยีทั้งสองประเภทนี้มีความแตกต่างกันพอสมควรถึงแม้จะเป็นการสร้างภาพหรือสภาวะด้วยคอมพิวเตอร์เหมือนกัน แต่ก็เป็นเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจจากทั้งผู้ใช้และผู้สร้างสื่ออย่างมากทั้งคู่

ความจริงเสมือน (VR: Virtual Reality)
หลักการของความจริงเสมือนก็คือ การใช้คอมพิวเตอร์จำลองหรือสร้างสิ่งที่มากระตุ้นประสาทสัมผัสทั้งห้าของมนุษย์แทนวัตถุสิ่งของที่มีอยู่จริง ทำให้ผู้รับสื่อนั้นรู้สึกว่ากำลังเห็น ได้ยิน หรือสัมผัสวัตถุนั้นจริงๆ ถึงแม้ว่าจะเป็นการจำลองของคอมพิวเตอร์ (การจำลองความจริงเสมือนมักจะนิยมกระตุ้นประสาทสัมผัสสามอย่างที่กล่าวถึง การจำลองกลิ่นและรสนั้นเป็นเรื่องที่ยากกว่า และมีงานวิจัยทางด้านนี้น้อยกว่า)

นอกจากนี้ ระบบคอมพิวเตอร์ยังเฝ้าตรวจจับการเคลื่อนไหวโต้ตอบของมนุษย์ต่อสิ่งกระตุ้นที่จำลองขึ้นมาด้วย เพื่อที่จะสร้างหรือปรับเปลี่ยนความจริงเสมือนตามปฏิกิริยาของผู้ใช้ ส่งผลให้โลกเสมือนนั้นเปลี่ยนแปลงไปตามผล กระทบของสิ่งที่ผู้ใช้กระทำ เช่น เมื่อผู้ใช้เปลี่ยนตำแหน่งของศีรษะโดยการหันหน้าไปทางอื่นระบบจะสร้างภาพและเสียงใหม่ เป็นการจำลองสภาวะให้เสมือนว่าเสียงที่เคยดังจากข้างหน้ากลายเป็นดังมาจากทางด้านข้างแทน ทำให้โลกจำลองนี้มีความเสมือนจริงยิ่งขึ้นไปอีก

จริงๆ แล้วความจริงเสมือนนั้นไม่ใช่แนวคิดหรือเทคโนโลยีใหม่นัก ผมเองก็เคยได้ทดลองใช้เทคโนโลยีนี้มาตั้งแต่สมัย 20 ปีที่แล้ว โดยสมัยเป็นเกมต่อยมวยที่ทำให้ผู้เล่นรู้สึกเหมือนเข้าไปอยู่ในโลกของเกมจริงๆ อุปกรณ์ที่ใช้ก็คือ หน้ากากขนาดใหญ่ที่สวมครอบตาทั้งสองข้าง ภายในมีจอแสดงผล ผู้เล่นจะถืออุปกรณ์ควบคุมที่ใช้บังคับหมัดซ้าย-ขวาของตัวละครในเกม แต่เทคโนโลยีสมัยก่อนนั้นมีความละเอียดของการแสดงภาพที่ต่ำและยังตอบสนองไม่รวดเร็วพอต่อการบังคับ ทำให้การแสดงผลหน่วงช้าไปกว่าการเคลื่อนไหวของผู้เล่น ส่งผลให้การระงับความไม่เชื่อไว้ชั่วคราว (Suspension of Disbelief) มีไม่มากพอที่จะทำให้ผู้เล่นรู้สึกเหมือนเข้าไปอยู่ในอีกโลกหนึ่งได้ นอกจากนี้  เครื่องฝึกการบินจำลอง (Flight Simulator) ที่สายการบินใช้ฝึกนักบินนั้นก็เป็นเทคโนโลยีความจริงเสมือนประเภทหนึ่งที่สร้างความเสมือนจริงได้อย่างดี แต่เป็นการสร้างความจริงเสมือนแบบจำกัด นั่นคือนักบินจะนั่งอยู่ในห้องที่สร้างเหมือนห้องบังคับในเครื่องบินจริง นักบินไม่สามารถเดินออกจากห้องได้ คอมพิวเตอร์จะจำลองภาพที่อยู่นอกห้องนักบินและจำลองการเคลื่อนไหวของห้องตามการบังคับเท่านั้น

e206

ฉบับที่ 206 เดือนกุมภาพันธ์

การแข่งขันบริการ Streaming บน 4G

เทคโนโลยีความจริงเสมือนรุ่นใหม่
อุปกรณ์ด้าน VR ที่เป็นข่าวมากที่สุดในช่วงสองปีที่ผ่านมาก็คือ Oculus Rift ซึ่งเริ่มต้นจากการเป็นโปรเจ็กต์ใน Kickstarter ที่ระดมทุนจากผู้สนใจในปี 2012 และบริษัทแม่คือ Oculus VR ก็ถูกซื้อไปโดย Facebook ในปี 2014 ด้วยมูลค่าถึง 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ ตัว Oculus Rift นั้นเป็นจอแสดงผลแบบสวมศีรษะ (Head-Mounted Display) ที่มีจอสองจอครอบตาทั้งสองข้างของผู้ใช้ ความละเอียดของทั้งสองจอรวมกันนั้นอยู่ในระดับ HD (2,160 x 1,200 พิกเซล) มีลำโพงที่สร้างเสียงสามมิติได้ในตัว และมีอุปกรณ์ติดตามตำแหน่งและการหมุนของศีรษะ (IMU: Inertial Measurement Unit) เพื่อใช้วัดการตอบสนองของผู้ใช้ในงาน CES2016 ที่พึ่งจัดไปที่สหรัฐอเมริกาตอนต้นเดือนมกราคมนั้น บริษัท Oculus VR ได้ประกาศว่า Oculus Rift จะเริ่มเปิดจองได้ทันทีและจะวางขายได้ในเดือนมีนาคมด้วยราคาถึง 599 เหรียญสหรัฐ และต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงในการสร้างภาพประมวลผลให้กับ Oculus Rift อีกด้วย

Oculus ไม่ใช่บริษัทเดียวที่นำผลงานด้าน VR ของตนมานำเสนอในงาน CES2016 อีกบริษัทหนึ่งซึ่งน่าจะเรียกได้ว่าเป็นคู่แข่งสำคัญของ Oculus เลยก็คือ HTC ที่ได้นำอุปกรณ์จอแสดงผลแบบสวมศีรษะมาแสดงเช่นกัน ผลิตภัณฑ์ของ HTC เรียกว่า HTC Vive นั้นมีคุณสมบัติแทบจะเหมือนกับของ Oculus Rift เลยนั่นก็คือ มีความละเอียดของหน้าจอเท่ากัน มีเซ็นเซอร์ตรวจจับตำแหน่งศีรษะเหมือนกัน และมีลำโพงในตัวเช่นกัน

บริษัท HTC ได้ประกาศร่วมมือกับ Valve ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาและดูแลระบบขายเกมออนไลน์ที่โด่งดังที่สุด และยังมีเกมที่บริษัทพัฒนาเองและมีชื่อเสียงมาก เช่น Half-Life กับ Teamfortress แน่นอนว่า Valve ก็จะผลักดันให้บริษัทเกมหลายแห่งพัฒนาเกมให้กับระบบ SteamVR ของตน ซึ่ง HTC Vive เป็นส่วนหนึ่งของระบบนี้ (อุปกรณ์อีกส่วนคือ อุปกรณ์ควบคุมเกมที่ชื่อ SteamVR Controller) โดยเฉพาะบริษัท Epic ก็ได้ประกาศสนับสนุนการพัฒนาเกมแบบ VR ด้วยระบบเกม Unreal Engine 4 ให้ผสานการทำงานกับ SteamVR ได้ อย่างไรก็ดี HTC ยังไม่ได้ประกาศราคาของ Vive แต่จะเปิดให้เริ่มจองได้ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2016 นี้ แต่ผมคาดว่าราคาคงไม่ต่างจาก Oculus Rift มากนัก

Sony เองก็ได้สร้างอุปกรณ์ Head-Mounted Display เพื่อใช้กับเครื่องเล่นเกม Sony PlayStation 4 เรียกว่า PlayStation VR และได้นำมาแสดงที่งาน CES2016 เช่นกัน โดยตั้งเป้าไว้ว่าจะเปิดขายในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2016 ดังนั้น ปีนี้คงเป็นจุดเริ่มต้นที่ผู้ใช้งานจะเข้าถึงความจริงเสมือนคุณภาพสูงได้อย่างเป็นวงกว้าง ถึงแม้จะต้องมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงสักหน่อย

One Cardboard / Merge VR

One Cardboard / Merge VR

ในอนาคตอันใกล้การถ่ายวิดีโอและแสดงผลแบบ VR อาจลงมาถึงระดับบุคคลทั่วไปและเป็นการใช้งานปกติเลยก็ได้ ส่วนตัวผมคิดว่าเทคโนโลยี VR นั้นเติบโตถึงจุดที่นำมาใช้งานได้จริงแล้วและจะเป็นที่นิยมใช้แน่นอน

ขณะเดียวกัน ในกลุ่มอุปกรณ์ VR ที่ราคาถูกกว่าอยู่ในระดับ 100 เหรียญสหรัฐ ก็จะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้กับสมาร์ทโฟนเป็นหลัก โดยใช้สมาร์ทโฟนเป็นอุปกรณ์แสดงภาพผ่านเลนส์ของ Head-Mounted Display เช่น Samsung Gear VR ที่ใช้เทคโนโลยีของ Oculus VR มาช่วยสร้างแต่มีราคาถูกกว่าและใช้งานได้กับสมาร์ทโฟนรุ่นที่มีคุณภาพสูงของ Samsung เช่น Galaxy S6 เป็นต้น

อุปกรณ์ของอีกบริษัทหนึ่งคือ Merge VR ที่เหมือนกับ Gear VR แต่ใช้ได้กับ iPhone และ Android หลายรุ่นกว่า ราคาก็เท่ากันด้วย อุปกรณ์ระดับนี้อาจจะไม่สามารถแสดงความจริงเสมือนที่มีคุณภาพสูงและโต้ตอบกับผู้ใช้ได้ดีเทียบเท่ากลุ่มที่มีราคาแพง แต่ก็พอใช้งานในการเล่นเกมแบบเป็นครั้งคราว (เหมือนเกมบนสมาร์ทโฟนทั่วไป) หรือใช้ดูภาพและวิดีโอที่สร้างมาในลักษณะของ VR โดยเฉพาะได้

สุดท้าย อุปกรณ์ที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้ก็คือ Google Cardboard ซึ่งเป็นอุปกรณ์ VR ที่ราคาถูกมากแค่ 5 เหรียญสหรัฐ ทำด้วยกระดาษแข็งบรรจุสินค้าและมีเลนส์คุณภาพต่ำ แต่ก็ยังพอใช้เป็นอุปกรณ์แสดงผล VR ร่วมกับสมาร์ทโฟนได้ แน่นอนว่าด้วยราคาเท่านี้คงไม่สามารถใส่ลำโพงหรือเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวได้ (ระบบจะใช้เซ็นเซอร์ในสมาร์ทโฟน ซึ่งไม่แม่นยำเท่า IMU ที่ใช้ใน Oculus Rift) โครงการนี้เป็นการพิสูจน์มากกว่าว่า VR สามารถใช้งานได้จริงและเป็นทางเลือกใหม่อีกทางในการนำเสนอข่าว ข้อมูล บริการ และผลิตภัณฑ์ต่างๆ

การสร้างเนื้อหาในรูปแบบ VR
อุปกรณ์ที่กล่าวถึงไปแล้วนั้น เป็นอุปกรณ์ที่ใช้แสดงเนื้อหาแบบความจริงเสมือน สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ วิธีการสร้างความจริงเสมือนโดยผู้สร้างสรรค์สื่อว่าจะมีเครื่องมือใดช่วยสร้างความจริงเสมือนได้อย่างง่ายและสะดวกรวดเร็วบ้าง การสร้างความจริงเสมือนต่อยอดจากการสร้างเกมนั้นเป็นเรื่องที่เป็นธรรมชาติมาก เพราะการสร้างเกมนั้นเป็นการสร้างโลกอีกโลกหนึ่งให้ผู้เล่นเข้าไปเล่นและรับประสบการณ์อยู่แล้ว เกมบางประเภทที่มีมุมมองเป็น 3 มิติจากตัวละครในเกม (First-Person View) นั้นก็เป็นการแสดงภาพของโลกเสมือนผ่านจอมอนิเตอร์ จึงสามารถปรับเปลี่ยนการแสดงผลมาเป็นรูปแบบของ VR ได้ง่าย

สำหรับเนื้อหาประเภทอื่น เช่น ในงานโฆษณาหรืองานแสดงก็เริ่มมีเทคโนโลยีที่จะช่วยสร้างสื่อที่ในรูปแบบ VR เช่นกัน เช่น กล้องวิดีโอที่ถ่ายออกมาเป็นรูปแบบ VR (VR Camera) Google ได้สร้างระบบที่ชื่อว่า Jump ซึ่งเป็นโครงเหล็กสำหรับติดตั้งกล้อง 16 ตัวเรียงกันเป็นวงกลม ซึ่งสามารถถ่ายวิดีโอพร้อมกันและนำมาสร้างเป็นวิดีโอแบบ VR ได้ผ่านซอฟต์แวร์ของ Google โดยบริษัท GoPro ก็ได้นำโครง Jump นี้ ไปใช้ร่วมกับกล้องที่กำลังเป็นที่นิยมของบริษัทและเรียกระบบนี้ว่า Odyssey ผลิตภัณฑ์ที่เป็นกล้องวิดีโอแค่ตัวเดียวแต่ถ่ายภาพและวิดีโอแบบ VR ได้ก็มี เช่น Nokia OZO, BUBL, และ Jaunt VR ที่ใช้โครงสร้างกล้องเป็นทรงกลมและมีเลนส์สำหรับถ่ายทำหลายตัวอยู่รอบกล้องทั้งบน-ล่าง ซ้าย-ขวาเลย

ซึ่งข้อดีของกล้องแบบนี้ก็คือ จะมีวิดีโอไฟล์ผลลัพธ์ออกมาแค่อันเดียวและเป็น VR เลยโดยไม่ต้องใช้ซอฟต์แวร์อื่นช่วย และแน่นอนว่า การขนย้ายและใช้งานง่ายกว่าโครงที่ใช้กล้องหลายตัว แต่ผู้ที่สนใจก็ต้องพร้อมในเรื่องค่าใช้จ่ายนะครับ อย่าง Nokia OZO นั้นราคาอยู่ที่ 60,000 เหรียญสหรัฐ หรือตัวที่ถูกหน่อยอย่าง BUBL นั้นก็ราคาประมาณ 799 เหรียญสหรัฐแล้ว

สรุป
เทคโนโลยีความจริงเสมือนนั้นแต่ก่อนไม่สามารถผลักดันตัวเองขึ้นมาให้เป็นที่นิยมใช้ของทั้งผู้สร้างและผู้เสพสื่อได้เนื่องจากมีข้อจำกัดหลายอย่าง แต่ในปัจจุบันมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทั้งในด้านการแสดงผล VR และการสร้างสื่อที่เป็น VR ทำให้สื่อแบบ VR นั้นมีศักยภาพสูงมากและสามารถเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น ตอนนี้ด้วยราคาอุปกรณ์ที่ค่อนข้างสูงอาจทำให้สื่อแบบ VR จำกัดอยู่ในเฉพาะสินค้าและบริการแบบพรีเมี่ยม แต่เทคโนโลยีด้าน VR กำลังก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีกระแสความต้องการใช้งานที่ค่อนข้างสูง ทำให้ในอนาคตอันใกล้การถ่ายวิดีโอและแสดงผลแบบ VR อาจลงมาถึงระดับบุคคลทั่วไปและเป็นการใช้งานปกติเลยก็ได้ ส่วนตัวผมคิดว่าเทคโนโลยี VR นั้นเติบโตถึงจุดที่นำมาใช้งานได้จริงแล้วและจะเป็นที่นิยมใช้แน่นอน แต่จะใช้งานกว้างขวางแค่ไหนเข้าถึงกลุ่มคนมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นกับว่าผู้ผลิตอุปกรณ์จะทำราคาของอุปกรณ์ให้ถูกลงได้ขนาดไหน

Contributor

sethavidh

ดร.เสฎฐวิทย์ เกิดผล

จบการศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาวิศวกรรมศาสตร์คอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเซาท์เธิร์นแคลิฟอร์เนียในปี 2548 ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นอกเหนือจากการสอนแล้ว ยังได้ร่วมมือกับภาคธุรกิจและรัฐวิสาหกิจสร้างและออกแบบระบบสารสนเทศ จัดตั้งศูนย์ส่งเสริมการใช้งานโปรแกรมรหัสเปิด (Open Source Software) โดยเน้นที่โปรแกรมระบบสำหรับบริษัทและธุรกิจเป็นหลัก

Twitter: twitter.com/Sethavidh

Website: Sethavidh@gmail.com