Apple ของ Cook : รวยแต่ ไม่เร้าใจ!?

headSteve Jobs เสียชีวิตเมื่อ 5 ปีที่แล้ว หลังจากที่กุมบังเหียน Apple ในฐานะซีอีโอมากว่า 14 ปี และนำพาบริษัทที่ใกล้จะล่มสลายขึ้นมาเป็นแถวหน้าของอุตสาหกรรมดิจิทัลได้อย่างสวยงาม ผู้ที่สานต่อตำแหน่งดังกล่าวคือ Tim Cook หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการ ผู้มีบุคลิกสงบเสงี่ยม ตรงไปตรงมา (แล้วออกมาเปิดเผยภายหลังว่าเป็นเกย์) กุนซือด้านโลจิสติกส์ และปรมาจารย์ด้านการบริหารจัดการที่ทำให้สินค้าของ Apple สามารถผลิตและส่งถึงมือผู้บริโภคนับล้านได้อย่างรวดเร็ว

Apple ภายใต้การบริหารของ Cook เปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง? บทความนี้จะพาท่านผู้อ่านไปพบกับทีละประเด็นครับ

เงิน เงิน เงิน
บอกตามตรงว่า ผมมักไม่ค่อยสนใจตัวเลขผลประกอบการที่บริษัทเปิดเผยแต่ละไตรมาสสักเท่าใดนัก แต่กับบริษัทใหญ่อย่าง Apple มักเป็นข้อยกเว้น เพราะตัวเลขนั้นมากมายมหาศาลเสียจริง โดยเฉพาะในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานั้น Cook สามารถนำพาให้ Apple กวาดรายรับไปราว 234,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และคิดเป็นผลกำไรราว 53,000 ล้านเหรียญ (อยากรู้ว่าเป็นเงินบาทเท่าไรก็ลองบวกลบคูณหารกันเองนะครับ)

ไม่รู้จะเรียกว่ากลืนน้ำลายตัวเองดีหรือไม่ หลังจากที่ Apple เปิดตัว  iPad Pro พร้อม Pencil ปากกาสไตลัสที่ Steve Jobs เกลียดนักหนา

ไม่รู้จะเรียกว่ากลืนน้ำลายตัวเองดีหรือไม่ หลังจากที่ Apple เปิดตัว
iPad Pro พร้อม Pencil ปากกาสไตลัสที่ Steve Jobs เกลียดนักหนา

แม้ว่าตัวเลขผลประกอบการในไตรมาสที่ผ่านมา อาจน้อยลงไปบ้าง แต่ในภาพรวมระยะ 5 ปีก็นับว่าน่าประทับใจ เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ก็จะขอยกยอดขาย iPhone ในไตรมาสเดือนธันวาคมปีที่แล้วมาเป็นตัวอย่าง เพราะสูงกว่ายอดขายตลอดปีงบประมาณสุดท้ายที่ Jobs มีชีวิตอยู่เสียอีก (ปีงบประมาณ ค.ศ. 2011) แล้วเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมานั้น บริษัทก็ประกาศว่า ได้จำหน่าย iPhone เครื่องที่พันล้านไปเรียบร้อยภายในระยะเวลาไม่ถึงทศวรรษ ตั้งแต่โมเดลแรกออกวางจำหน่ายเมื่อ ค.ศ. 2007 นับเป็นปรากฏการณ์ที่เหลือเชื่อสำหรับสายผลิตภัณฑ์เพียงชนิดเดียว!

ผลิตภัณฑ์เดิมที่เปลี่ยนไป
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดในยุคของ Cook ก็คือ การที่ Apple ได้พัฒนาสายผลิตภัณฑ์เดิมให้มีความหลากหลาย สอดรับความต้องการผู้บริโภคหลายกลุ่มมากขึ้น ตัวอย่างเด่นชัดที่สุดคือ การเปิดตัว iPhone 6/6 Plus ที่ขยายขนาดหน้าจอให้ใหญ่ขึ้นเช่นเดียวกับคู่แข่ง ผลที่ได้คือ ยอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างถล่มทลาย เช่นเดียวกับการเปิดตัว iPhone SE ที่เป็นการอัพเกรด iPhone 5S เดิมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยฮาร์ดแวร์ใหม่ เจาะกลุ่มเป้าหมายที่ชอบมือถือขนาดกะทัดรัด แล้วยังมีการเปิดตัวสีสันใหม่ ทั้งทอง ชมพู และดำเงา ขณะที่ในยุคของ Jobs นั้น สินค้าของค่ายจะเน้นสีดำ หรือขาวเป็นหลัก

ครอบครัว iPhone ซึ่งตอนนี้มี 3 ขนาดด้วยกัน

ครอบครัว iPhone ซึ่งตอนนี้มี 3 ขนาดด้วยกัน

ช่วง กลางปีที่ผ่านมานั้น บริษัทก็ประกาศว่า ได้จำหน่าย iPhone เครื่องที่พันล้านไปเรียบร้อยภายในระยะเวลาไม่ถึงทศวรรษ นับเป็ oปรากฏการณ์ที่เหลือเชื่อสำหรับสายผลิตภัณฑ์เพียงชนิดเดียว!

และที่แหกคอกยิ่งกว่าเมื่อเทียบกับยุคของ Jobs คือ การเปิดตัว iPad Pro ที่วางขายพร้อมอุปกรณ์เสริมช่วยการทำงานอย่าง Smart Keyboard (ที่ Jobs คิดว่าไม่จำเป็น) และ Apple Pencil (ปากกา สไตลัสที่ Jobs เกลียดนักหนา) อย่างไรก็ตาม แม้ว่า iPad Pro จะพยายามเจาะกลุ่มเป้าหมายลูกค้าองค์กร บรรดาศิลปินนักสร้างผลงาน และ Heavy User ทั้งหลาย แต่ในภาพรวมก็ยังไม่สามารถพลิกฟื้นยอดขาย iPad ขึ้นจากการที่ตลาดแท็บเล็ตทั่วโลกอยู่ในช่วงขาลงตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ Apple ยังได้พัฒนา Apple TV ให้มีประสิทธิภาพและความสามารถมากขึ้น เพื่อแข่งกับตลาด Set-top Boxes และสมาร์ททีวีที่หลายค่ายกำลังช่วงชิงอย่างดุเดือด แต่ด้วยราคาจำหน่ายที่ยังคงแพงเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Roku และ Amazon เลยทำให้สายผลิตภัณฑ์นี้ของ Apple ดูเหมือนยังคงเป็น “งานอดิเรก” ที่บริษัทไม่ได้จริงจังมากนัก

ผลิตภัณฑ์ใหม่ถอดด้าม
ปฏิเสธไม่ได้ว่า สิ่งที่ผลักดันให้ Apple กลายเป็นดาวเด่นของวงการตลอดช่วงที่ Jobs เป็นซีอีโอก็คือ การเปิดตัวสินค้าใหม่ที่ยั่วให้คู่แข่งเลียนแบบ ไม่ว่าจะเป็น iMac, iPod, iPhone, MacBook Air และ iPad แต่ความรู้สึกดังกล่าวได้เลือนหายไปบ้างในยุคของ Cook ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา

ยกตัวอย่างเช่น Apple Watch ซึ่งเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่เมื่อปีที่แล้ว และหลายฝ่ายคาดว่าจะสามารถมาลบข้อครหาของผู้คนที่มีต่อวิสัยทัศน์ของ Cook ได้ แต่จนกระทั่งบัดนี้ Apple ก็ยังไม่ยอมเปิดเผยยอดจำหน่ายแท้จริงออกมา และที่แน่นอนก็คือ ยังคงอีกนานกว่าที่ Apple Watch จะกลายมาเป็นไอเทมต้องมีสำหรับผู้บริโภคทั่วไป หรือเป็นอุปกรณ์แฟชั่นสุดหรูอย่างที่บริษัทตั้งเป้าไว้ ดังเห็นได้จากความล้มเหลวของ Apple Watch Edition เคลือบทองคำ 18K สนราคาเริ่มต้นหลักแสน ซึ่งบริษัทพยายามโปรโมตผ่านเซเลปอย่าง บียอนเซ่ และคาร์ล ลาเกอร์เฟลด์ ปู่สุดฮิบแห่งวงการแฟชั่นและดีไซเนอร์คนดัง โดยหากเข้าไปค้นหาในเว็บไซต์ Apple ก็จะเห็นว่า ได้ถูกแทนที่ด้วยเวอร์ชั่นเซรามิคที่มีราคาถูกกว่าเป็นที่เรียบร้อย

น่าเสียดายที่เราคงไม่ได้เห็น Apple Watch Edition  เวอร์ชั่นเคลือบทองอีกต่อไป

น่าเสียดายที่เราคงไม่ได้เห็น Apple Watch Editionเวอร์ชั่นเคลือบทองอีกต่อไป

ขณะที่สายผลิตภัณฑ์ Mac ก็ได้มีการแนะนำน้องใหม่ MacBook ที่แสนบางและเบา แต่ก็ต้องแลกมาด้วยประสิทธิภาพที่สู้รุ่น Air ไม่ได้ และความสะดวกสบายที่น้อยลง เพราะบรรดาช่องเสียบต่างๆ ถูกถอดออกหมดเหลือ USB-C เพียงรูเดียว (ไม่นับหูฟัง ซึ่งมีแนวโน้มถูกออกอีกหลังจากนี้) หากใครต้องการใช้พอร์ตประเภทอื่นก็ต้องเสียเงินซื้อหัวแปลงต่อขยายอีกทอดหนึ่ง รวมทั้งการออกแบบคีย์บอร์ดใหม่ที่รู้สึกแปลกๆ เวลาใช้งานเพราะปุ่มตื้นเหลือเกิน

สำหรับเทคโนโลยีใหม่ที่น่าสนใจก็พอมีให้ตื่นเต้นบ้าง อาทิ Apple Pay ระบบจ่ายเงินไร้สัมผัสสำหรับผู้ใช้ iPhone และ Apple Watch ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้การเสียเงินสะดวกมากขึ้นนั้น ก็ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่ความสำเร็จก็ขึ้นกับปัจจัยภายนอกอย่างบรรดาร้านค้าที่เต็มใจใช้เทคโนโลยีนี้ด้วย ซึ่งตอนนี้ยังคงมีน้อยโดยเฉพาะในเมืองไทย ตรงข้ามกับ Apple Music ที่ประสบความสำเร็จด้วยยอดผู้ใช้งานทั่วโลกกว่า 17 ล้านราย (ผมก็คนหนึ่ง) เป็นรองเพียง Spotify ที่มีผู้ใช้งานทั่วโลกราว 40 ล้านรายเท่านั้น แล้วยังได้รับการพัฒนาส่วนติดต่อผู้ใช้งานให้ดูดีและเพิ่มลูกเล่นในการค้นพบเพลงมากขึ้น ด้วยสารพัน Playlist ใหม่ทุกวัน ส่วนเทคโนโลยี 3D Touch ที่อาศัยแรงกดบนหน้าจอ iPhone เพื่อดูข้อมูลพื้นฐาน โดยไม่ต้องเปิดแอพฯ นั้น ก็ยังไม่ได้รับความนิยมมากเท่าที่ควร อาจจะด้วยเพราะอุปกรณ์ที่รองรับยังน้อยอยู่

ฉบับที่ 215 เดือนพฤศจิกายน

เจาะตลาดข้ามประเทศด้วยระบบส่งเงิน

ขยายตลาดสู่ลูกค้ารายใหญ่
ผลงานของ Cook ที่อาจไม่ค่อยได้รับการกล่าวถึงนักในวงกว้างก็คือ ความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะขยายฐานลูกค้าของ Apple ให้กว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเจาะตลาดลูกค้าประเทศจีนที่มักมีกำลังซื้อสูง แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าแดนมังกรก็มี แบรนด์สมาร์ทโฟน Android ของตัวเองที่มีราคาถูก ทำให้เข้าถึงผู้บริโภคได้มากกว่า เป็นคู่แข่งสำคัญ รวมทั้งการจับมือกับบริษัทชั้นนำอย่าง IBM, Cisco และ Box ด้วยการพัฒนาเครื่องมือและแอพฯ เพื่อขยายฐานลูกค้าองค์กรที่มี Microsoft เป็นผู้นำ และขยายกลุ่มผู้ใช้ iPad ไปพร้อมกัน

AirPods หูฟังไร้สายจาก Apple

AirPods หูฟังไร้สายจาก Apple

iPhone 7 ได้สร้างเสียงฮือฮาขึ้นอีกครั้ง แต่ไม่ใช่ในแง่ของการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ชนะใจผู้ชม แต่เป็นการถอดหูฟัง 3.5 มม. ที่อยู่คู่หูฟังมานานตั้งแต่จำความได้ ทำให้ต้องใช้ผ่านตัวแปลง หรือซื้อหูฟังใหม่

การเน้นย้ำนโยบายรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้และความปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สร้างความประทับใจให้กับผู้บริโภคมากที่สุด กลับมาจากการยืนยันอย่างหนักแน่นของ Cook ในการดำเนินนโยบายรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ ซึ่งได้มีบทพิสูจน์เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เมื่อบริษัทได้ปฏิเสธการร้องขอของ FBI ให้ช่วยเข้าถึงข้อมูลภายในสมาร์ทโฟนของมือปืน ในเหตุการณ์ยิงในซานเบอร์นาร์ดิโน แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว โดยให้เหตุผลว่า เครื่องมือช่วยปลดล็อก iPhone ที่พัฒนาขึ้นอาจตกอยู่ในมือผู้ไม่หวังดีและใช้ในทางที่ผิด ไม่ต่างจาก Jobs ที่ยึดมั่นในการรักษาข้อมูลผู้ใช้เช่นกัน เพียงแต่อยู่ไม่ทันได้มีโอกาสพิสูจน์ความกล้าเหมือนกับ Cook

บทสรุปถัดไปของ Apple
การเปิดตัว iPhone 7 ได้สร้างเสียงฮือฮาขึ้นอีกครั้ง แต่ไม่ใช่ในแง่ของการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ชนะใจผู้ชม แต่เป็นการถอดหูฟัง 3.5 มม. ที่อยู่คู่หูฟังมานานตั้งแต่จำความได้ ทำให้ต้องใช้ผ่านตัวแปลง หรือซื้อหูฟังใหม่ที่ใช้งานได้ผ่านพอร์ต Lighting หรือชนิดไร้สาย ซึ่ง Apple ก็ได้เปิดตัวพร้อมกันในชื่อ AirPods สนนราคาที่ 6,900 บาท

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้ทั่วไป บริษัทยังได้มุ่งขัดเกลาเทคโนโลยีอื่นไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็น Augmented Reality ระบบปัญญาประดิษฐ์และ Machine Learning ที่ค่อยๆ เพิ่มความสามารถให้กับ Siri ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์อื่นอย่างเงียบๆ โดยที่ผู้ใช้ไม่ทันรู้ตัว ตลอดจนเทคโนโลยียานยนต์ที่มีข่าวลือออกมาเป็นระยะ

และที่สำคัญคือ iPhone รุ่นปี 2017 ที่คาดกันว่าจะมีงานออกแบบใหม่ที่จะทำให้ทุกคนลืมรุ่นที่ผ่านมาไปเสียทั้งหมดเลยทีเดียวครับ

Contributor

falcon

falcon_mach_v

สรนาถ รัตนโรจน์มงคล

จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รหัส 48 และปริญญาโทจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รหัส 55 ปัจจุบันประกอบอาชีพที่ไม่เกี่ยวกับด้านไอที แต่ด้วยความชอบจึงได้มีงานเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้เสมอ สามารถติดตามอ่านได้ที่ www.bitwiredblog.com และชมเว็บไซต์ผลงานภาพถ่ายได้ที่ http://iviewphoto.me

Facebook: sorranart

Website: ontechz.blogspot.com