iCar โปรเจ็กต์ไม่ลับ ของ Apple


เมื่อปีที่แล้ว Apple ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น MacBook ใหม่สุดเบาบาง Apple Watch นาฬิกาข้อมืออัจฉริยะ iPad Pro ที่มาพร้อมกับหน้าจอสุดอลัง หรือจะเป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่อย่าง Apple TV ตลอดจน iPhone และ iPad Mini ที่ออกรุ่นใหม่มาทุกปี

CarPlay จาก Apple

CarPlay จาก Apple

รถยนต์ของ Apple จะไม่ได้เป็นรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติแต่อย่างใด แต่จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ประกอบไปด้วยคุณสมบัติ “อัจฉริยะ” ที่จะมาช่วยอำนวยความสะดวกให้กับการขับขี่ และระบบเปลี่ยนเลนอัตโนมัติที่จะทำงานทันที่เมื่อผู้ขับชำเลืองมอง เป็นต้น

แต่ทราบหรือไม่ครับว่า ตลอดทั้งปีที่ผ่านมาได้มีข่าวเกี่ยวกับโครงการ (ไม่) ลับของ Apple ชิ้นหนึ่งชื่อว่า Project Titan ที่หลายแหล่งข่าวยืนยันตรงกันว่าเป็นการพัฒนา “รถยนต์” แห่งอนาคต (ต่อไปนี้ขอเรียกว่า iCar นะครับ) อันประกอบไปด้วยฟังก์ชั่นอำนวยความสะดวกมากมาย มีเทคโนโลยีไฮเทคครบครัน และแน่นอนว่าต้องมีรูปร่างน่าดูให้สมกับเป็นผลิตภัณฑ์จากค่ายนี้

แต่ข่าวลือก็ยังเป็นข่าวลือ เพราะเรายังไม่เห็น Tim Cook ป่าวประกาศการมีอยู่ของมันอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด แต่ด้วยความน่าสนใจ ผมจึงขอให้พื้นที่นี้นำเสนอความเคลื่อนไหวล่าสุดเป็นการปูพื้น

หลักฐานชิ้นสำคัญ
Tony Fadell อดีตผู้บริหารของ Apple ได้ให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg เมื่อเร็วๆ นี้ว่า เขาและ Steve Jobs ได้พูดคุยกันอย่างไม่เป็นทางการเกี่ยวกับโครงการพัฒนารถยนต์มาตั้งแต่ ค.ศ. 2008 หรือเพียงหนึ่งปีหลังจาก iPhone เวอร์ชั่นแรกได้รับการเปิดตัว แสดงให้เห็นว่าผู้บริหารของบริษัทมีความคิดเกี่ยวกับการพัฒนารถยนต์มาแล้วเกือบสิบปี แต่ก็ยอมรับว่าไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น และสุดท้ายก็ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ทุ่มไปกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ส่งผลต่อผู้บริโภคได้มากกว่าอย่าง iPhone และ iPad

กระโดดมาเมื่อปีที่แล้ว Tim Cook ซีอีโอ Apple ได้กล่าวในงานสัมมนา WSJDLive ไว้อย่างน่าสนใจว่า อุตสาหกรรมรถยนต์ใกล้จะมี “การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่” โดยผู้บริโภคจะหันมาให้ความสนใจกับยนตรกรรมขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้ามากขึ้น แต่ก็ไม่ยอมเปิดเผยว่า ทางบริษัทกำลังพัฒนารถยนต์ลักษณะดังกล่าวอยู่หรือไม่ แต่กลับเบนความสนใจไปที่ CarPlay หรือระบบควบคุมฟังก์ชั่นต่างๆ ของ iPhone ผ่านหน้าจอแสดงผลในรถยนต์แทน

แม้ว่าความเห็นจากผู้บริหารจะไม่ทำให้เราเห็นภาพของ iCar ได้ชัดเจนนัก แต่ก็มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจหลายประการที่อาจแสดงให้เห็นว่า Apple กำลังซุ่มพัฒนารถยนต์อยู่ รายงานจาก Wall Street Journal เมื่อเร็วๆ นี้ระบุว่า Apple ได้เพิ่มทรัพยากรคนให้กับทีม Project Titan จาก 600 เป็น 1,800 คน หรือกว่าสามเท่าตัว เพื่อให้ทันกับการเปิดตัวในราว ค.ศ. 2019-2020 รวมทั้งได้มีการโยกย้ายพนักงานภายในอย่างมโหฬาร จนทำให้หัวหน้าโครงการบางรายถึงกับบ่นอุบ เพราะสูญเสียลูกทีมมือดีให้กับโครงการพัฒนา iCar

ขณะเดียวกันก็ได้มีข่าวว่า Apple ทยอยเสริมสรรพกำลังว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขาให้มาเป็นส่วนหนึ่งของทีม อาทิ Doug Betts ผู้คร่ำหวอดในวงการรถยนต์มากว่า 25 ปี และเคยทำงานกับ Toyota, Nissan และ Fiat Chrysler Automobiles ตลอดจน Paul Furgale นักวิจัยชาวสวิสและหัวหน้าโครงการ V-Charge ผู้พัฒนาระบบจอดรถอัตโนมัติ

แต่ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจมากที่สุดมาจาก Elon Musk ซีอีโอ Tesla ผู้พัฒนารถยนต์ไฟฟ้าที่มีชื่อเสียง ซึ่งได้เปิดเผยว่า Apple พยายามอย่างยิ่งที่จะชักจูงวิศวกร Tesla ให้ไปทำงาน โดยแลกกับข้อเสนอเป็นเงินเดือนและโบนัสมหาศาล สอดคล้องกับรายงานของ Business Insider ที่อ้างว่าพนักงานของ Tesla จำนวนไม่น้อยลาออกมาทำงานกับ Apple โดยอ้างอิงหลักฐานจากโปรไฟล์ LinkedIn ของพนักงานกว่า 50 ราย ที่ระบุว่าเคยทำงานกับ Tesla มาก่อน

นอกจากจะกำลังมองหาวิศวกรที่มีประสบการณ์พัฒนารถแล้ว คาดว่า Apple ก็กำลังมองหาผู้เชี่ยวชาญด้านแบตเตอรี่เหมือนกัน รายงานจาก The Korean Times ระบุว่า Apple ได้ชักชวนให้ผู้เชี่ยวชาญด้านแบตเตอรี่จาก Samsung มาเข้าร่วมทีมด้วย แต่มองอีกแง่หนึ่งก็อาจเป็นการให้มาพัฒนาแบตเตอรี่สำหรับ iPhone ก็ได้ แต่รายงานก็ระบุด้วยว่าอาจเป็นการพัฒนาแบตเตอรี่ให้กับรถไฟฟ้าของ Apple สอดคล้องกับข่าวคราว เมื่อเร็วๆ นี้ที่ระบุว่า Apple ถูกฟ้องโดย A123 Systems ผู้ผลิตแบตเตอรี่ ด้วยข้อหาว่าพยายามใช้ “แผนการเชิงรุก” (Aggressive Campaign) เชิญชวนวิศวกรให้เข้ามาร่วมทีมแผนกพัฒนาแบตเตอรี่โดยเฉพาะ

e206

ฉบับที่ 206 เดือนกุมภาพันธ์

การแข่งขันบริการ Streaming บน 4G

อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจที่สุดคือ การปรากฏตัวของบริษัท Faraday Future ผู้พัฒนารถยนต์ไฟฟ้าที่หมายมั่นจะเป็นคู่แข่งของ Tesla บริษัทนี้มาจากไหน? ไม่มีใครตอบได้ เพราะแม้แต่ชื่อของซีอีโอยังถูกปิดเป็นความลับตามรายงานของ The New York Times ทราบแต่เพียงว่ามีแผนการที่จะพัฒนาโรงงานชั้นเลิศด้วยงบลงทุนกว่าหนึ่งพันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นปริมาณที่มากมายสำหรับบริษัทเกิดใหม่ โดยได้รับเงินอุดหนุนส่วนหนึ่งจาก LeTV ยักษ์ใหญ่ด้านสื่อจากประเทศจีน และจากแหล่งอื่นที่ยังไม่เปิดเผย จึงทำให้มีผู้ตั้งข้อสงสัยว่าแท้จริงแล้ว Faraday Future คือบริษัทที่ Apple ตั้งขึ้นมาเป็น Front Company สำหรับพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าเพื่อเบนความสนใจจากสื่อมวลชนหรือไม่?

แล้วมันเกี่ยวกับ Apple ได้อย่างไร? หลักฐานแรกคือ Faraday Future บอกว่า ขณะนี้บริษัทมีทีมงานอยู่ราว 400 ราย ซึ่งบางส่วนเคยทำงานกับ Tesla มาก่อน ซึ่งสอดคล้องกับที่ระบุไปก่อนหน้าว่า มีวิศวกรจาก Tesla ลาออกมาอยู่ Apple และเมื่อเร็วๆ นี้ Apple ได้ประกาศซื้อที่ดินเพิ่มเติมในแคลิฟอร์เนีย ซึ่งในรายงานข่าวระบุว่ามีขนาดใหญ่กว่าสำนักงานใหม่รูปยานอวกาศที่กำลังก่อสร้างอยู่ถึงสองเท่า และน่าจะเป็นที่เดียวกับสถานที่ตั้งโรงงานใหม่ของ Faraday Future นั่นเอง

หนึ่งในสิทธิบัตรเกี่ยวกับรถยนต์ของ Apple แสดงให้เห็นความสามารถปลดล็อกรถโดยใช้สมาร์ทโฟน

หนึ่งในสิทธิบัตรเกี่ยวกับรถยนต์ของ Apple แสดงให้เห็นความสามารถปลดล็อกรถโดยใช้สมาร์ทโฟน

ยังไม่มีใครสามารถตอบได้อย่างชัดเจนว่า iCar มีอยู่จริงหรือไม่ และจะได้รับการเปิดตัวเมื่อใด เพราะจริงอยู่ที่มีผู้บริหารระดับบนของ Apple ให้ความสนใจกับการพัฒนารถยนต์ ประกอบกับหลักฐานการว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทคู่แข่งมาร่วมทีม

คุณลักษณะของ iCar  
แน่นอน ยังไม่มีใครบอกได้ว่า iCar จะประกอบไปด้วยคุณลักษณะอะไรบ้าง แต่รายงานข่าวหลายแห่งได้เสนอความเป็นไปได้ที่น่าสนใจหลายอย่าง เริ่มจากข้อถกเถียงว่า iCar จะเป็นรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติหรือรถยนต์ไฟฟ้า? ข้อสงสัยนี้สามารถตอบได้ไม่ยาก เพราะว่าหลักฐานทั้งหมดชี้ไปว่าน่าจะเป็นอย่างหลัง ไม่ว่าจะเป็นการว่าจ้างอดีตพนักงาน Tesla และผู้เชี่ยวชาญด้านแบตเตอรี่จาก Samsung นอกจากนี้ยังได้รับการยืนยันจาก Wall Street Journal ที่รายงานว่ารถยนต์ของ Apple จะไม่ได้เป็นรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติแต่อย่างใด แต่จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ประกอบไปด้วยคุณสมบัติ “อัจฉริยะ” ที่จะมาช่วยอำนวยความสะดวกให้กับการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นระบบเบรกฉุกเฉิน ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) และระบบเปลี่ยนเลนอัตโนมัติที่จะทำงานทันที่เมื่อผู้ขับชำเลืองมอง เป็นต้น

นอกจากนี้ เว็บไซต์ Cult of Mac ยังได้รวบรวมบรรดาสิทธิบัตรเกี่ยวกับรถยนต์ที่ Apple เป็นเจ้าของ ซึ่งมีหลายรายการที่สามารถนำมาใช้ได้จริง เช่น การปลดล็อกและสตาร์ทเครื่องยนต์จาก iPhone และ iPad ระบบกล้องติดภายในรถที่สามารถใช้ตรวจจับคำสั่งสัญญาณมือของผู้ขับขี่ ระบบการตั้งโปรไฟล์เฉพาะของรถที่จะถูกบันทึกในสมาร์ทโฟน ทำให้สามารถเข้าใช้ iCar คันอื่นได้ โดยที่ระบบต่างๆ จะตั้งค่าให้เหมือนกับที่เราปรับแต่งไว้ ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิ ระดับพนักพิง และสถานีวิทยุที่ชื่นชอบ ตลอดจนระบบล็อก/ปลดล็อกรถอัตโนมัติตามตำแหน่งของผู้ใช้ที่ถูกระบุโดยเทคโนโลยี Geofences เป็นต้น

ความท้าทายและบทสรุป
ปัจจุบัน ยังไม่มีใครสามารถตอบได้อย่างชัดเจนว่า iCar มีอยู่จริงหรือไม่ และจะได้รับการเปิดตัวเมื่อใด เพราะจริงอยู่ที่มีผู้บริหารระดับบนของ Apple ให้ความสนใจกับการพัฒนารถยนต์ ประกอบกับหลักฐานการว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทคู่แข่งมาร่วมทีม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะได้เห็น iCar กันจริงๆ ความสนใจของผู้บริหารก็อาจเป็นเพียง “ความเห็น” ที่ถูกสร้างมาเพื่อกระพือข่าวและเรียกความสนใจจากสาธารณะ ส่วนพนักงานใหม่ที่จ้างมาก็อาจถูกโยกย้ายไปทำโครงการอื่นได้ตลอดเวลา

ยิ่งไปกว่านั้น iCar ยังถูกปฏิเสธการมีอยู่เสียด้วยซ้ำ ความเห็นดังกล่าวมาจาก Dieter Zetsche ประธานบริษัท Mercedes-Benz ที่ระบุว่าข่าวลือเกี่ยวกับ iCar ไม่ได้ทำให้เขานอนหลับน้อยลงเลย แม้ว่าขณะเดียวกันได้มีรายงานว่า Johann Jungwirth หัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนาของ Mercedes-Benz ที่ซิลิคอนแวลลีย์ ผู้ผลิต Mercedes F 015 ซึ่งเป็นรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ จะย้ายไปทำงานกับ Apple แล้วก็ตาม ขณะเดียวกัน Bob Lutz อดีตรองประธาน GM ก็ออกมากล่าวกับ CNBC ว่า iCar อาจเป็นการทิ้งเงินไปโดยเปล่าประโยชน์ เพราะ Apple ไม่มีประสบการณ์ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีเหตุผลใดๆ มาสนับสนุนว่า Apple จะทำได้ดีกว่า General Motors, Ford, Volkswagen, Toyota หรือ Hyundai นอกจากนี้ อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้ายังสร้างผลกำไรได้ต่ำมาก ซึ่งตรงข้ามกับตลาดที่ Apple เป็นผู้นำอยู่ ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลที่ Apple จะประสบความสำเร็จด้านรายได้จากธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า

กระนั้นก็ดี ประวัติศาสตร์ได้บอกกับเราแล้วว่า การไร้ประสบการณ์ก็ไม่ได้หมายความว่าจะประสบความล้มเหลวเสมอไป เพราะเราสามารถเรียนรู้ได้จากประสบการณ์ของผู้อื่น หากยังจำกันได้ iPhone และ iPad ถูกครหาอาจไปไม่รอดด้วยเหตุผลต่างๆ กันไป แต่ด้วยการศึกษาและความมุ่งมั่นพัฒนาอย่างละเอียดถี่ถ้วนก็ทำให้ Apple ขึ้นเป็นผู้นำของวงการได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเราก็ได้แต่หวังว่าสิ่งเดียวกันนี้จะเกิดขึ้นกับ iCar

Contributor

falcon

falcon_mach_v

สรนาถ รัตนโรจน์มงคล

จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รหัส 48 และปริญญาโทจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รหัส 55 ปัจจุบันประกอบอาชีพที่ไม่เกี่ยวกับด้านไอที แต่ด้วยความชอบจึงได้มีงานเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้เสมอ สามารถติดตามอ่านได้ที่ www.bitwiredblog.com และชมเว็บไซต์ผลงานภาพถ่ายได้ที่ http://iviewphoto.me

Facebook: sorranart

Website: ontechz.blogspot.com