FinTech ที่เข้ามาช่วยการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับพ่อค้าแม่ค้าในตลาด

การเข้าถึงแหล่งการเงินสำหรับผู้ประกอบการเล็ก ๆ หรือไม่ได้มีรายได้ประจำ นั้นเป็นเรื่องที่ยาก เพราะในเรื่องของหลักฐานการยื่นกู้ หรือสลิปเงินเดือนที่ต้องมายืนยันกับแหล่งเงินทุน แต่จะทำอย่างไรหากผู้ประกอบการเล็ก ๆ อยากจะมีเงินทุน มีโอกาสขยายธุรกิจให้ใหญ่ยิ่งขึ้น และห่างไกลกับการกู้หนี้นอกระบบ ที่ผิดกฎหมายและมีการคิดดอกเบี้ยที่ไม่เที่ยงธรรมรวมไปถึงการใช้กำลังทวงเงินอย่างที่มีข่าวออกมา

สำหรับผู้ประกอบการร้านค้าแผงลอย หรือร้านค้าเล็ก ๆ ที่การกู้เงินเพื่อขยายกิจการ หรือกลุ่มคนเข้าถึงแหล่งเงินทุนยาก แต่ต่อไปผู้ประกอบการเหล่านี้จะเข้าถึงแหล่งเงินทุนง่ายมากขึ้น ด้วยกลุ่ม FinTech Startup เหล่านี้

เริ่มต้นด้วย JFINCoin การกู้ยืมเงินสำหรับคนดี ฟินเทคบล็อกเชนแพลตฟอร์ม ที่นำเทคโนโลยีบล็อคเชนที่เป็นเทคโนโลยีเครือข่ายฐานข้อมูลแบบใหม่ที่ไม่มีคนกลาง และไม่ได้ใช้หลักฐานเหมือนกับที่ธนาคารใหญ่ๆ ใช้ การนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ ทำให้สามารถช่วยลดต้นทุนการทำธุรกรรมได้ ด้วยการทำงานระบบ Smart Contract ที่ทำงานได้เอง ตั้งแต่ส่วนการระบุตัวตน การคำนวณเครดิต และกระบวนการกู้ยืม เพื่อให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อรายย่อยได้ง่ายขึ้น โดยใช้ข้อมูลการใช้จ่าย พฤติกรรมทางสังคม การกู้ยืมและคืนเงิน รวมไปถึงความร่วมมือ อย่างเช่น การร่วมมือกับตลาดนัด ในการขอข้อมูลของเจ้าของตลาด ยอดขายของแม่ค้า และนำมาประเมินว่าเข้าเกณฑ์เป็นคนดี หรือน่าให้เครดิตหรือไม่ โดยไม่ต้องใช้ statement หรือมีที่ดินมาค้ำ

และ WEALTHI แอปพลิเคชั่นบนมือถือ ที่ใช้เทคโนโลยี machine learning สำหรับผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งการเงิน หรือไม่เคยมีเครดิตมาก่อน เช่น ผู้ที่ไม่มีรายได้ประจำเป็นแหล่งเงินทุน โดยใช้หลักการวิเคราะห์ความน่าเชือถือจากข้อมูลหลายทาง เช่น จากข้อมูลการใช้โทรศัพท์มือถือ ข้อมูลบนสังคนออนไลน์ โดยควบคู่ไปกับแหล่งข้อมูลมาตราฐาน ที่จะตรวจสอบการมีตัวตน วิเคราะห์ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ วิเคราะห์เพื่ออนุมัติสินเชื่อได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น และจำนวนเงินที่เหมาะสมกับบุคคลนั้น

โดย 2 ใน 12 ทีม FinTech Startup เป็น Startup จากการประกวดหาสตาร์ทอัพสาย FinTech ในงาน “FinTech Challenge : The Discovery” ซึ่งจัดการแข่งขันเป็นปีที่ 3 โดยเป็นความร่วมมือของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. และสมาคมฟินเทคประเทศไทย ที่ตอนนี้เหลือจำนวน 12 ทีม สุดท้ายแล้ว โดยรอบชิงชนะเลิศจะจัดในวันที่ 7 พฤศจิกายน ที่จะถึงที่ ณ โรงละครเคแบงค์สยามพิฆเนศ

สำหรับรางวัลที่จะได้รับ มี 4 ประเภท ได้แก่ ทุนนวัตกรรมประเภท Innovation FinTech จำนวน 200,000 บาทพร้อมโล่ ทุนนวัตกรรมประเภท Popular Vote จำนวน 50,000 บาทพร้อมโล่ รางวัลพิเศษจากหน่วยงานพันธมิตร และรางวัลชมเชย รางวัลละ 20,000 บาท