มาทำความรู้จักกับ 10 สตาร์ทอัพฟินเทคหน้าใหม่จาก ก.ล.ต. [FinTech Challenge ตอนที่ 2]

10 ทีมที่เข้ารอบสุดท้ายโครงการ FinTech Challenge ครั้งที่ 2 ของ ก.ล.ต.

คงทราบกันแล้วว่า 10 ทีมที่เข้ารอบสุดท้ายโครงการ FinTech Challenge ครั้งที่ 2  ที่จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มาทำความรู้จักกันดีกว่า ว่าสตาร์ทอัพแต่ละทีมทำอะไรกันบ้าง แล้วจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงให้เกิดเป็นบริการทางการเงินแบบใหม่อย่างไร

โดยจะพาชมหน้าตาของแต่ละทีมในวันที่พีเซ้นท์ต่อหน้าคณะกรรมการผู้บริหารสำนักงาน ก.ล.ต. และพันธมิตรโครงการ FinTech Challenge ที่คัดเลือกจาก 20 ทีมเหลือ 10 ทีมสุดท้าย

10 สตาร์ทอัพฟินเทคหน้าใหม่จาก ก.ล.ต.

1.โรโบแอดไวเซอร์สำหรับการลงทุนใน Cryptocurrencies ทุกคนเข้าถึงการเงินได้ง่ายขึ้นในทุกๆ ส่วน ทั้งในด้านผลตอบแทนจากการลงทุน เรียนรู้พื้นฐานทางการเงิน ผ่านนวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ในระบบ Blockchain Asset โดยการนำทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ คือ การทำอาร์บิทราจ ผสมผสานกับการเขียนโปรแกรมมาช่วยในการวิเคราะห์การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่สูงในความเสี่ยงที่ต่ำที่สุด

2.StockRadars Gift – บัตรของขวัญเพื่อการลงทุนในหุ้นและกองทุนรวม สำหรับมอบให้กับเพื่อน ครอบครัว ส่งของขวัญที่มีมูลค่าและเติบโตได้ นำไปสู่หนทางแห่งความมั่งคั่งในอนาคต โดยสามารถเริ่มลงทุนด้วยเงินที่น้อยลงกว่าเดิม ผ่านแพลตฟอร์มได้ทั้งออนไลน์และออฟไลน์

3.Wealth Me – เครื่องมือช่วยตัวแทนประกันชีวิต พัฒนาไปสู่ความเป็นมืออาชีพในฐานะนักการวางแผนทางการเงินส่วนบุคคลให้ลูกค้า เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วยแอพพลิเคชั่นที่จะช่วยลดระยะเวลา และลดความผิดพลาดในกระบวนการทำงาน ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Real Time คำนวณถูกต้องและแม่นยำตามทฤษฎีทางการเงิน สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกรวดเร็ว อีกทั้งเพิ่มประสิทธิภาพทางการสื่อสารและอธิบายแผนการเงินที่เข้าใจได้ง่าย สู่การกระบวนการตัดสินใจซื้อได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

4.Moto Punk แพลตฟอร์ม U Lease ระบบการซื้อรถมอเตอร์ไซค์ออนไลน์ในรูปแบบเช่า-ซื้อ (จัดไฟแนนซ์) โดยเป็นตัวกลางระหว่างลูกค้า ร้านดีลเลอร์รถมอเตอร์ไซค์ และบริษัทไฟแนนซ์ ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบเครดิตของลูกค้าและนำเสนอแคมเปญของบริษัทไฟแนนซ์ให้กับลูกค้า รวมถึงแนะนำร้านดีลเลอร์ที่มีข้อเสนอที่ดีที่สุด โดยแสดงผลออกมาเป็นรายละเอียดค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ต้องใช้ในการเช่า-ซื้อรถมอเตอร์ไซค์ ทำให้ลูกค้าสามารถวางแผนการซื้อ และเลือกข้อเสนอที่ดีที่สุดได้ อีกทั้งช่วยอำนวยความสะดวกและแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระบบการเช่า-ซื้อมอเตอร์ไซค์รูปแบบเดิม

5.Flight DApp Bot ระบบการจัดการเคลมเบี้ยประกันภัยการเดินทางและเที่ยวบินดีเลย์ ผ่านระบบรูปแบบการจัดการข้อมูลแบบบล็อกเชน smart contract ด้วย user interface ในรูปแบบ AI Chatbot โดยกลุ่มลูกค้าที่ทำประกัน เมื่อเกิดปัญหาจากการเดินทางหรือเที่ยวบินดีเลย์ไม่ว่าจะในประเทศและต่างประเทศ ระบบนี้จะช่วยทำการเคลมเบี้ยประกันภัยอัตโนมัติและได้รับเงินเบี้ยประกันชดเชยทันที โดยลูกค้าไม่จำเป็นต้องกรอกแบบฟอร์มและไปยื่นเคลมที่บริษัทประกันตามรูปแบบเดิม  ทำให้ลูกค้าที่ทำประกันผ่านระบบนี้จะหมดความกังวลเรื่องเกี่ยวกับการเคลมทุกๆ การเดินทางหากมีเหตุที่เกิดขึ้นตรงตามเงื่อนไขที่ทำประกันไว้

6.UTU แพลตฟอร์มระบบสะสมคะแนนแบบไร้พรมแดน ผ่านแอพพลิเคชั่นบนมือถือ ยูทู (UTU) เพียงแค่แอพฯ เดียว ก็สามารถสะสมคะแนนแบบไร้พรมแดนจากการช้อปปิ้งจาก 1,000 ร้านค้าพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศของ UTU เพียงชำระเงินด้วยบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตที่ได้ลงทะเบียนไว้กับ UTU ก็จะได้รับคะแนน UTU Point สะสมแบบเรียลไทม์ คะแนนสะสมสามารถแลกเป็นแคชแบ็ค หรือเปลี่ยนเป็นคะแนนสะสมของสายการบินชั้นนำก็ได้ ถือเป็นการก้าวข้ามข้อจำกัดของโปรแกรมลอยัลตี้สะสมคะแนนแบบเดิม ที่มีข้อจำกัดทางด้านพรมแดนและขอบเขตการแลกคะแนนสะสม ด้วยระบบเชื่อมต่อ API กับธนาคาร ร้านค้าและVISA จึงทำให้การได้คะแนนสะสม หรือการแลกคะแนนสามารถเชื่อมโยงได้กับทุกสมาชิกทั่วโลก

7.noon ระบบบันทึกพฤติกรรมการขับขี่รถเพื่อเบี้ยประกันที่เป็นธรรม โดยคอนเซปต์ Pay How You Drive มาปรับใช้กับการคิดส่วนลดค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ ซึ่งจะช่วยทำให้ผู้บริโภคได้รับค่าเบี้ยประกันภัยที่เหมาะสมกับตัวเอง เช่น ผู้ที่ขับขี่อย่างปลอดภัยจะได้ค่าเบี้ยประกันภัยที่ถูกลง ซึ่งจะเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ผู้ขับขี่คนอื่นๆ ได้หันมาขับรถกันอย่างปลอดภัยเพิ่มขึ้น และช่วยให้บริษัทประกันภัยสามารถคำนวณค่าเบี้ยประกันภัยได้อย่างแม่นยำ

รวมทั้งรักษาลูกค้าเดิมที่มีประวัติดีได้มากขึ้น ผ่านเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) และการทำ Big Data Analysis รวมเข้ากับ นวัตกรรมทางด้านประกันภัยที่เรียกว่า Usage Based Insurance  ผ่านการใช้ GPS บน Smartphone ในการเก็บข้อมูลพฤติกรรมการขับขี่ และประมวลผลแบบ real time โดยจะแสดงผลคะแนนการขับให้ผู้ขับขี่ได้รับทราบเมื่อจบทริปการเดินทาง รวมถึงแนะนำข้อมูลวิธีการขับขี่ ที่ปลอดภัย เนื่องจากผลคะแนนการขับขี่ที่ได้จะถูกส่งไปยังบริษัทประกันเพื่อนำไปใช้ในการพิจารณา ส่วนลดค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ในปีถัดไป

8.Insbee ประกันรถยนต์ที่จูงใจพฤติกรรมที่ดีผ่านเพียร์คอมมิวนิตี้ และสร้างความเป็นธรรมให้แก่ลูกค้าผู้ทำประกันที่ขับรถปลอดภัย Insbee ทำงานร่วมกับบริษัทประกันเพื่อออกผลิตภัณฑ์ประกันรถยนต์ชั้น 1 แบบใหม่ที่จะมีเงินคืนในกรณีที่ลูกค้าไม่เคลมประกันเลยในปีนั้น นอกจากนี้หลังจากซื้อบริการนี้แล้วลูกค้าสามารถ log in มาใน online community เพื่อจับกลุ่มย่อยกับเพื่อนอีก 4 คน และถ้าทั้งกลุ่มไม่มีเคลมเลย ลูกค้าจะได้เงินคืนเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งจะเป็นแรงจูงใจให้ลูกค้าร่วมกันสร้าง online community ที่ขับรถปลอดภัย บริษัทประกันในระบบนี้จะได้กำไรมากขึ้นจากการที่อัตราการเคลมต่ำ และสามารถคืนกำไรส่วนนึงให้กับลูกค้าอย่างเป็นธรรมอีกด้วย

9.VendingCoin อุปกรณ์ปลายทาง (plug-in terminal) เพื่อรับชำระด้วยช่องทางดิจิตอล หรือ e-wallet แบบออนไลน์สำหรับตู้ขายสินค้า บริการด้วยเหรียญอัตโนมัติ (vending machine) โดยเจ้าของตู้สามารถเข้ามาตรวจสอบการทำงานของตู้ขายสินค้าฯ และอุปกรณ์ปลายทางฯ ผ่านทางระบบคลาวด์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน มอบความสะดวกแก่ผู้ใช้งานได้ทุกเวลา แม้มีเหรียญไม่เพียงพอต่อการชำระ เพียงแค่มีมือถือ พร้อมแอพพลิเคชั่นของช่องทางหรือเงินดิจิตอลที่เลือกชำระ เจ้าของตู้ขายสินค้าฯ ได้รับรายได้ที่เพิ่มขึ้น

10.Siam RegTech ระบบช่วยทางการและสถาบันการเงินตรวจจับการฟอกเงิน โดยเสนอระบบ Machine Learning ที่มีประสิทธิภาพสูงในการประมวลผลฐานข้อมูลขนาดใหญ่สำหรับใช้ในการตรวจจับความผิดปกติด้านการเงินที่มีแนวโน้มทุจริตในรูปแบบต่างๆ และยังสามารถตรวจจับ วิเคราะห์ข้อมูลหรือเบาะแสที่มีการร้องเรียนผ่านทางสื่อโซเชียลมีเดีย เพื่อนำมารวบรวมเป็นข้อมูลซึ่งจะช่วยให้การตรวจสอบในระบบมีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการทดแทนการขาดแคลนบุคลากรสายนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientist) ในประเทศไทยด้วย

เป็นอย่างไรบ้างกับไอเดียของทั้ง 10 สตาร์ทอัพ ซึ่งมีแนวคิดที่จะช่วยให้เกิดนวัตกรรมทางการเงินที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคอย่างแท้จริง เชื่อว่าจะทำให้ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการทางการเงินได้อย่างทั่วถึงมากขึ้นอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ ทุกทีมจะต้องนำเสนอผลงานอีกครั้งบนเวทีต่อหน้าคณะกรรมการ พร้อมมีการจัดแสดงนิทรรศการด้าน FinTech ต่อผู้สนใจทั่วไป  ณ โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ สยามสแควร์ วัน ชั้น 7  ในวันที่ 27 กันยายน 2560 นี้  เพื่อชิงรางวัลทุนสนับสนุน 3 ทุน ได้แก่

  • ทุนนวัตกรรมประเภท Rising Star FinTech จำนวน 100,000 บาท สำหรับทีมที่สามารถเสนอ business model ที่น่าสนใจ สามารถทำได้จริง
  • ทุนนวัตกรรมประเภท Innovative FinTech จำนวน 100,000 บาท สำหรับทีมที่สามารถเสนอ นวัตกรรม หรือความคิดสร้างสรรค์ ที่เป็นประโยชน์กับผู้ใช้บริการ
  • ทุนนวัตกรรมประเภท Popular Vote จำนวน 50,000 บาท สำหรับทีมที่ได้รับความสนใจมากที่สุด

หากใครสนใจเข้าร่วมงานสามารถลงทะเบียนได้ที่ https://www.zipeventapp.com/e/FinTech-Challenge-Fast-Forward-for-the-Future