เดินหน้าปรับกฎหมายใหม่ รองรับธุรกิจฟินเทคที่กำลังโต [FinTech Challenge ตอนที่ 1]

ปัจจุบันเทคโนโลยีทางการเงิน (Financial Technology) มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว และมีศักยภาพที่จะยกระดับความสามารถในการพัฒนาระบบการเงิน  เศรษฐกิจ และความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างก้าวกระโดด  อีกทั้ง ยังพลิกโฉมกระบวนการ วิธีการทำธุรกรรมต่าง ๆ ไปได้โดยสิ้นเชิง ซึ่งจะช่วยผลักดันประเทศไทยให้เข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบได้

หนึ่งในอุปสรรคสำคัญของการนำเทคโนโลยีทางการเงินมาใช้และพัฒนาต่อยอด ในประเทศไทย คือ เรื่องของกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ การทำธุรกรรมด้วยวิธีการทางดิจิทัล และยังเพิ่มต้นทุนทางเศรษฐกิจโดยไม่จำเป็น

ทิพยสุดา ถาวรามร รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า เทคโนโลยีได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในเกือบทุกฟังก์ชั่นของการทำงาน และมีนวัตกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว  โดยเฉพาะในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับภาคการเงิน  สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนว่า ฟินเทคจะเข้ามามีบทบาทและอาจจะเข้ามาแทนที่ธุรกรรมภาคการเงินแบบทั่วๆ ไปได้ในอนาคตอันใกล้นี้

ดังนั้น ทาง ก.ล.ต. เห็นว่าควรมีการพิจารณาเรื่องการแก้ไขกฎหมาย เพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ และการทำธุรกรรมด้วยวิธีการทางดิจิทัล เพื่อเป็นการส่งเสริมการประกอบธุรกิจด้วยเทคโนโลยีทางการเงิน เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างทั่วถึง และลดต้นทุนในการทำธุรกรรมทางการเงินโดยรวมของประเทศ

เฟ้นหาธุรกิจฟินเทค สร้างการเปลี่ยนแปลงให้สังคม

 ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. ได้จัดโครงการ “FinTech Challenge” ครั้งที่ 2 ต่อเนื่อง ในการค้นหานวัตกรรมฟินเทค เข้ามาช่วยขจัดอุปสรรคในตลาดเงิน ตลาดทุน และประกันภัยของไทย

หลังจากที่เปิดรับสมัคร โดยแต่ละทีมจะต้องมีจำนวนสมาชิกในทีมประมาณ 2 – 4 คน ที่มีความรู้ความเข้าใจด้านการเงิน เป็นนักการตลาด นักประชาสัมพันธ์ และมีสมาชิกอย่างน้อย 1 คน ที่สามารถพัฒนาชิ้นงานเทคโนโลยีได้ และผู้เข้าร่วมโครงการจะได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์พบปะกับผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงรับคำปรึกษาด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องจากหน่วยงานกำกับดูแล อาทิ ก.ล.ต. ธนาคารแห่งประเทศไทย และ คปภ.

5 ประเภทกลุ่มฟินเทค ที่ ก.ล.ต. มองหา

ทั้งนี้ ก.ล.ต. คาดว่าการจัดโครงการ FinTech Challenge ต่อเนื่องเป็นครั้งที่2 จะเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนในด้านของการสนับสนุนด้านนวัตกรรม ให้สังคมตื่นตัวกับเรื่องการเงินมากขึ้น และยังเป็นเรื่องดีที่มีนักพัฒนาต่างๆ เสนอแพล็ตฟอร์มรูปแบบบริการใหม่ๆ ที่น่าสนใจ

ได้ปิดรับสมัครไปเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา โดยคัดเลือกทีมฟินเทคจนเหลือ 10 ทีมสุดท้าย ได้แก่  Cryptovation.co โรโบแอดไวเซอร์สำหรับการลงทุน, StockRadars Gift บัตรของขวัญเพื่อการลงทุนหุ้น, Wealth Me เครื่องมือช่วยตัวแทนประกันชีวิตวางแผนทางการเงินให้ลูกค้า, Moto Punk แพลตฟอร์มข่วยลูกค้าเลือกดีลเช่าซื้อมอเตอร์ไซค์, Flight DApp Bot ระบบเคลมประกันอัตโนมัติด้วยบล็อกเชน

UTU แพลตฟอร์มสะสมคะแนนแบบไร้พรมแดน, noon ระบบบันทึกพฤติกรรมการจับขี่รถเพื่อเบี้ยประกันที่เป็นธรรม, Insbee ประกันรถยนต์ที่จูงใจพฤติกรรมที่ดีผ่านเพียร์ คอมมิวนิตี้, VenDingCoin E-wallet สำหรับตู้หยอดเหรียญอัตโนมัติ และ Siam RegTech ระบบช่วยทางการและสถาบันการเงินตรวจจับการฟอกเงิน

บรรยากาศคัดเลือก 10 ทีมสุดท้าย ของคณะกรรมการนำทีมโดยผู้บริหารสำนักงาน ก.ล.ต. และพันธมิตรโครงการ FinTech Challenge

เมื่อถามถึงทีมฟินเทคที่เข้ารอบจากโครงการทั้งสองครั้งมีความแตกต่างกันอย่างไร ทิพยสุดา บอกว่า ครั้งที่แล้วทีมฟินเทคที่น่าสนใจจะเป็นการนำเทคโนโลยีบล็อคเชนมาใช้ถึง 3 ราย ทำให้ต้องมีการพูดคุยถึงเรื่องนี้กันอย่างมาก และยังเข้ามาเปลี่ยน Landscape ของ ก.ล.ต. ด้วย

ส่วนครั้งที่ 2 เห็นถึงเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยให้ประชาชนได้ประโยชน์มากขึ้น และที่น่าสนใจ คือ คริปโตเคอเรนซี่ ทำให้ทางรัฐบาลเองจะต้องมีท่าทีกับเรื่องนี้ รวมถึงเรื่องของประกัน ที่กำลังมาแรงในขณะนี้ ซึ่งก็มีหลายทีมที่น่าสนใจเหมือนกัน

เชื่อว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยให้เกิดนวัตกรรมทางการเงินที่เป็นประโยชน์สามารถเกิดขึ้นได้จริงในประเทศไทย ช่วยลดความเหลื่อมล้ำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการทางการเงินได้อย่างทั่วถึง บนแพล็ตฟอร์มที่มีประสิทธิภาพ และความปลอดภัย

ตอนต่อไปเราจะมาแนะนำ ฟินเทคทั้ง 10 ทีมที่ผ่านเข้ารอบ ว่ามีแนวคิดและรูปแบบธุรกิจที่น่าสนใจอย่างไร ที่สามารถผ่านด่านสุดท้ายของ โครงการ “FinTech Challenge” ครั้งที่ 2 ได้